วันเสาร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2556

[Fic] Attack on Titan : เนื้อคู่ ประตูไหนดี ตอนที่ 1 (All Eren)


Fiction : Shingeki no Kyojin (Attack on Titan)
Title : เนื้อคู่ ประตูไหนดี
Author : มิดไนท์-Sama
Pairing : All Eren
Rating : PG-15
Warning : ควรใช้วิจารณญาณในการอ่าน และแยกให้ออกว่าสิ่งไหนสมควรและไม่สมควร
Note : เป็นฉบับที่แก้ไขสำนวนแล้ว, เรทจะเปลี่ยนไปในแต่ละตอน





ตอนที่ 1


                เสียงจังหวะดนตรีเร่าร้อนสไตล์วัยรุ่นดังกระหึ่มอยู่ภายในผับการพนันเถื่อน ร่างเย้ายวนของเหล่าหญิงขายบริการเต้นส่ายยั่วใจชายโฉดอยู่บนเวที รีไวนั่งมองสิ่งเหล่านั้นด้วยดวงตาเฉยชา สำหรับผู้มีอิทธิพลมืดอำนาจคับฟ้าที่ไม่ว่าจะขยับตัวไปทางไหนก็ได้แต่สิ่งที่เขาอยากได้มาโดยง่าย ไม่ว่าจะเงิน อำนาจ ผู้หญิง  ซึ่งรวมทั้งผู้ชาย และเซ็กส์ ทำให้เขาเริ่มชินชาเสียแล้ว เหล่าหญิงสาวทั้งหลายที่เต้นอยู่บนเวทีพวกนั้นเขาก็ได้ลิ้มลองเชยชมมาหมดแล้วทั้งนั้น

...น่าเบื่อ...

มือแกร่งยกแก้วเหล้าขึ้นมากระดกดื่ม สายตายังไม่ยอมละจากเวทีถึงแม้มันจะน่าเบื่อก็ตามที

“เฮอะ เต้นได้แต่ท่าเดิมๆรึไง” รีไวสบท ไม่นานนักเขาก็รู้สึกได้ถึงสิ่งมีชีวิตที่ขยับกายเคลื่อนไหวเดินเข้ามานั่งด้านข้าง

“ไม่ได้เจอกันนานนะรีไว ยังทำหน้าตายเหมือนเดิม”

“นายมาทำอะไรที่นี่ เอลวิน”

“ก็มาเที่ยวแก้เบื่อนิดหน่อย”

“แล้วหายเบื่อ?”

“ไม่ ก็เหมือนนายนั่นแหละ ไม่มีอะไรตื่นเต้นหรือแปลกใหม่ น่าเบื่อ...สำหรับพวกเราที่แค่เอ่ยปากก็ได้ทุกอย่าง”

เอลวิน สมิธ หัวหน้าแก๊งอิทธิพลมืดนามของกลุ่มนั้นคือปีกแห่งเสรีภาพทำหน้าเซ็ง เขามาเดินเล่นในผับเถื่อนครบครันด้วยของผิดกฎหมายของตัวเองเพื่อตรวจตราความเรียบร้อยก็บังเอิญมาพบกับเพื่อนสนิทที่มีฐานะเป็นรองหัวหน้าของเขา จึงเดินมานั่งข้างๆคุยกันนิดหน่อยตามประสา

ถ้าหากพูดถึงองค์กรมืดหรือองค์กรใต้ดินที่มีอิทธิพลขนาดใหญ่คงหนีไม่พ้นกลุ่มปีกแห่งเสรีภาพของพวกเขาเป็นแน่ นอกนั้นก็ยังมีกลุ่มคู่แข่งอีกสองกลุ่มคือกลุ่มกุหลาบคลั่งละเลงเลือดและกลุ่มโซ่ตรวนของยูนิคอร์น สามกลุ่มนี้จัดได้ว่าเป็นแก๊งน้ำกับน้ำมันได้เลยทีเดียว เพราะไม่ว่าเมื่อไหร่ที่เจอหน้ากันเป็นอันต้องมีการนองเลือดเกิดขึ้นทุกครั้งอยู่ร่ำไป

“นั่นมัน...มิคาสะ!” เอลวินโบกมือเรียกชายหนุ่มร่างกายสูงโปร่งหน้าตาหล่อเหลาหนึ่งในคนฝีมือดีมียศมีหน้าตาในแก๊งของเขาให้มานั่งด้วยกันเพราะเห็นเดินเตร็ดเตร่ล่องลอยไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรสักเท่าไหร่นัก

“ไม่ถูกกับมันเลยจริงๆ” ถึงจะพูดแบบนั้นแต่รีไวก็ไม่ได้เกลียดเด็กในหน่วยซึ่งอยู่ในความดูแลของตัวเองเท่าไหร่นัก ก็แค่คนที่นิสัยคล้ายกันมักไม่ค่อยถูกกันเท่านั้นเอง เหมือนสำนวนที่ว่าเสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ ส่วนตัวเด็กหนุ่มมิคาสะนั้นก็คงจะคิดแบบเดียวกับเขา

มิคาสะเดินเข้ามาหย่อนตัวลงนั่งข้างๆรีไว ทั้งคู่ต่างจ้องมองกันพลางส่งกระแสไฟฟ้าแสดงความเป็นศัตรูออกมาจนเอลวินที่สัมผัสได้ ทำได้แต่นั่งถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหน่าย

“เฮ้อ เมื่อไหร่พวกนายสองคนจะเข้ากันได้สักทีน้า”

“ไม่มีวัน!!!” เสียงประสานเรียบนิ่งดังพร้อมกันขึ้นมาจากชายสองคนที่ทีมีลักษณะนิสัยคล้ายคลึงกันโดยสามารถเปรียบได้ว่าห่างกันอยู่เพียงแค่กระดาษบางๆแผ่นเดียวเท่านั้นก็เป็นได้ เอลวินหวังเพียงแค่ว่าหากสองคนนี้ได้เจอกันโดยที่ไม่มีเขาอยู่ด้วยแล้วล่ะก็มิฆ่ากันจนปางตายเลยหรอกรึ

และแล้วความเงียบกับความเบื่อหน่ายแบบสุดๆก็เข้ามาปกคลุมชายอายุสามสิบกว่าทั้งสองและเด็กหนุ่มอายุสิบห้าอีกหนึ่ง

...ทำไมวันนี้มันช่างหน้าเบื่อขนาดนี้นะ...

เสียงสบทโหยหวนดังขึ้นภายในใจของชายหนุ่มทั้งสาม มิคาสะยกมือขึ้นชี้ตรงไปข้างหน้าเรียกความสนใจขอผู้มีทั้งตำแหน่งและอายุมากกว่าเขาให้หันไปมอง ปรากฏเป็นเพื่อนของเด็กหนุ่มที่กำลังทำหน้าซังกะตายเรื่อยเปื่อยเหมือนคนไร้วิญญาณเดินเตาะแตะเข้ามาหา

“พวกนายก็มาเหรอแจน อาร์มิน” เป็นเอลวินที่เอ่ยถาม

“อา พวกหัวหน้าก็มาหรือครับ” อาร์มินถอนหายใจหนักมองหน้าสามหนุ่มที่นั่งหน้าสลอนเรียงเป็นแถวกระดานอยู่หน้าเคาเตอร์บาร์ “ผมขอเดาว่าในวันที่ว่างๆและสงบสุขเช่นนี้พวกคุณคงต้องเบื่อกันแน่ เพราะผมกับแจนเพิ่งพบกันที่หน้าผับแล้วเหตุผลก็เหมือนกันด้วย แต่ผมก็แปลกใจนะครับที่พวกเรามาเที่ยวที่ผับเดียวกันแบบนี้ ทั้งๆที่สถานบันเทิงอื่นๆที่พวกเราเป็นเจ้าของก็ออกจะมีอยู่เกลื่อนกลาดเลยแท้ๆ” ว่าแล้วอาร์มินก็เดินไปนั่งด้านข้างมิคาสะแล้วตามด้วยแจนที่เดินไปนั่งข้างๆที่ว่างของอาร์มินอีกทีนึง

ในตอนนี้...จากชายโฉดองค์กรผู้มีอิทธพลในโลกมืด ได้กลายเป็นกลุ่มก้อนวิญญาณที่ปล่อยรีงสีทมึนจนไม่มีสาวไหนกล้าเข้ามานั่งดริ้งค์ชวนดื่มด้วยเลยสักคน เหตุเพราะว่าพวกเธอนั้นกลัวใบหน้าซังกะตายอย่างกับซากศพของพวกเขานั่นเอง

แต่แล้วความน่าเบื่อของพวกเขาก็ถูกเรียกความสนใจให้หันไปมองบนเวทีอีกครั้ง เมื่อดนตรีบรรเลงจบลงและร่างของหญิงสาวต่างกรูกลับเข้าไปหลังเวทีกันหมดทำให้พวกเขาหงุดหงิด ความบันเทิงเพียงหนึ่งเดียวจบแล้วหรือยังไงกัน

“เฮ้อ” หนุ่มห้าหน่อถอนหายใจออกมาพร้อมๆกัน ต่างคนต่างลุกขึ้นกำลังจะแยกย้ายไปหาอะไรทำที่บ่อนการพนันใต้ดิน แต่กลับต้องหยุดชะงักเมื่อเพลงแปลกหูดังขึ้นเรียกความสนใจของหนุ่มทั้งห้าไปยังเวทีอีกครั้ง คราวนี้ปรากฏร่างของกลุ่มเด็กสาวกลุ่มใหม่ออกมายืนเรียงตั้งท่าพร้อมเต้นเข้าจังหวะอันสุดแสนจะเร้าใจชาย แต่ทว่าเด็กหญิงพวกนั้นหาได้สะกดสายตาของพวกเขาทั้งห้าได้แม้แต่นิด เพราะถึงจะเป็นเด็กผู้หญิงกลุ่มนี้ต่างก็ผ่านมือพวกเขามาหมดแล้วทั้งนั้น แต่สิ่งที่ทั้งห้าให้ความสนใจนั้นคือร่างของเด็กหนุ่มที่ไม่คุ้นหน้าคุ้นตาอายุราวๆสิบห้าปียืนอยู่กลางเวทีรายล้อมไปด้วยเด็กสาวเหล่านั้น

เด็กหนุ่มคนนั้นใส่เสื้อรัดรูปสีน้ำเงินเข้มแต่กลับใส่เสื้อคลุมหนังแขนยาวสีดำ กางเกงยีนส์ที่สวมอยู่นั้นมันสั้นเต่อจนเผยให้เห็นสัดส่วนและรูปร่างที่เพรียวขาขาววยาวเซ็กซี่ แล้วยิ่งเจ้าตัวใส่บู๊ทหนังยาวถึงเข่าแล้วช่างเป็นการแต่งตัวที่เท่ห์และเซ็กซี่ดูดีมีสไตล์มากกว่าหญิงสาวหลายๆคนที่เน้นความเซ็กซี่แต่ลืมความเหมาะสมว่าตัวเองใส่แล้วมันเข้ากับตัวเจ้าหล่อนรึเปล่า

จู่ๆเสียงเพลงก็ดังกระหึ่มขึ้นพร้อมกับคนที่พวกเขาต่างจับจ้องสายตาอยู่ ณ จุดๆเดียวนั้นได้วาดลวดลายลีลาการเต้นที่ยอดเยี่ยมออกมา มันทั้งเร่าร้อนรุนแรงหนักหน่วงและหนักแน่นกว่าผู้หญิงที่เต้นรอบๆตัวของเด็กหนุ่มคนนั้นยิ่งนัก

ถึงท่าเต้นจะเหมือนกัน...แต่กลับให้ความรู้สึกที่แตกต่าง

นอกจากพวกเขาทั้งห้าที่มองเด็กหนุ่มบนเวทีร่ายรำได้อย่างน่าทึ่งแล้ว อาการของคนอื่นๆที่เห็นก็ไม่ต่างอะไรกันมากมายนัก ภายในใจต่างขบคิดว่าเด็กหนุ่มคนนี้เป็นใคร มาจากไหน และ...คิดคืนละเท่าไหร่...

เสียงจังหวะดนตรีสุดท้ายจบลง พวกเขาทำได้แต่เหม่อมองร่างอรชรนั้นหายลับไปหลังเวทีจนสุดสายตาราวกับถูกสะกดไว้ด้วยสิเนหา ตราตรึงลึกลงไปในหัวใจ มันเป็นมนสเน่ห์ที่รายล้อมอยู่รอบตัวของเด็กคนนั้น ช่างน่าประหลาด สุดท้ายแล้วชายหนุ่มทั้งห้าต่างหันกลับมามองหน้ากันอยู่เนิ่นนานก่อนจะเอ่ยประโยคหนึ่งออกมาอย่างพร้อมเพรียง

“อย่าบอกนะว่า...พวกนายก็เล็งเด็กคนนั้นอยู่เหมือนกันน่ะ!?”

โอ้! พระเจ้าไม่ว่าฟ้าจะถล่มหรือแผ่นดินจะพังทลาย เรื่องผู้หญิงผู้ชายที่เป็นคู่หลับคู่นอนของพวกเขาไม่เคยใจตรงกันได้ขนาดนี้เลยสักครั้ง แล้วนี่มันเกิดอะไรกันขึ้นเนี่ย!!!


“เดี๋ยวก่อน ไอ้เด็กคนนั้นน่ะ แกชื่ออะไรนะ เอเลนใช่รึเปล่า?”

“ครับ?”

ด้านหลังเวที ขณะที่เอเลนกำลังจะเดินไปห้องน้ำเพื่อเปลี่ยนเสื้อต้องหยุดลง เมื่อมีเสียงชายวัยกลางคนมีอายุยืนถือบุหรี่พ่นควันเรียกเขาอยู่ เอเลนหันกลับไปมองพร้อมกับทำหน้าฉงน ชายวัยกลางคนบนร่างกายเต็มไปด้วยกล้ามแขนเป็นมัดๆจากการฝึกฝนเห็นดังนั้นจึงเอ่ยต่อ

“มีแขกต้องการจะพบแกว่ะ”

“ขอโทษด้วยครับ ผมไม่ได้ขายบริการ เพราะฉะนั้นขอตั...” เอเลนเดินหันหลังกลับแต่ก็ต้องชะงักเมื่อฝ่ามือที่ใหญ่กว่าเข้ามาดึงรั้งกระชากเขาให้เข้ามาใกล้ๆ

“ขายไม่ขายยังไงก็ต้องไปว่ะ เพราะคนที่เรียกตัวแกไปคือเจ้าของผับที่แกใช้เต้นหากินและคอยให้เงินแกไปใช้ว่ะ ถ้าแกไม่ไปคงรับประกันชีวิตของแกว่าจะปลอดภัยรึเปล่าไม่ได้”

“ถ้าอย่างนั้นผมเปลี่ยนผับไปรับจ้างที่ผับอื่นก็ได้!” เอเลนเริ่มขึ้นเสียงหงุดหงิดพยายามใช้แรงกระชากแขนตนให้เป็นอิสระจากฝ่ามือใหญ่ แต่ทว่าฝ่ายตรงข้ามก็ไม่มีท่าทางยอมแพ้พยายามลากตัวเด็กหนุ่มให้เดินตามไปด้วย

“ปล่อยนะ!

“อยู่นิ่งๆสิวะนี่กูหวังดีกับมึงนะเว่ย!” ชายร่างยักษ์เริ่มที่จะหมดความอดทนเมื่อคนที่เด็กกว่าไม่ยอมตามมาแต่โดยดี มือแกร่งที่ว่างอีกข้างบีบแก้มเด็กหนุ่มอย่างรุนแรงบังคับให้หันมาจ้องสบตาก่อนจะตะคอกถ้อยคำที่ทำให้เอเลนหยุดดิ้นได้ไปในบัดดล “คนที่เรียกหาตัวมึงน่ะคือเจ้าของผับน่ะเว่ย! แกรู้รึเปล่าว่าเจ้าของผับที่นี่เป็นองค์กรผู้มีอิทธิพลมืดยักษ์ใหญ่คับฟ้าน่ะฮะ! ถ้ามึงไม่ไปแล้วพวกเขาหงุดหงิดล่ะก็มึงจำไว้ซะว่ามึงได้กินลูกตะกั่วแน่!

จบประโยค เอเลนปล่อยให้ชายวัยกลางคนลากตัวเดินตามไปได้อย่างง่ายดายทันทีที่ได้ยินคำว่าองค์กรมืดซึ่งเป็นองค์กรใต้ดินที่ตำรวจต่างก็เข็ดขยาดไม่กล้าใช้กฎหมายเอาผิดและตามล่าตัวพวกนี้ ซึ่งก็หมายความว่ากลุ่มพวกใต้ดินนี้มันป่าเถื่อน โหดร้าย และเย็นชากันขนาดไหน ถึงขนาดจับตำรวจฆ่าต่อหน้าต่อตาสาธารณะชนอย่างเชือดไก่ให้ลิงดู เรื่องที่จะฆ่าใครสักคนคงเป็นเรื่องจิ๊บๆสำหรับคนพวกนั้น

แม้ไม่รู้ว่าตัวเองไปทำอะไรให้ต้องถูกเรียกตัวไปพบ แต่เอเลนคิดเพียงแค่ว่าไม่น่ามารับจ้างคิดท่าเต้นรวมถึงมาร่วมเต้นในผับแห่งนี้เลย นี่ถ้าหากเขามีเงินพอจะเลี้ยงปากท้องตัวเองล่ะก็คงไม่รีบร้อนมาหางานที่แค่เต้นบนเวทีนิดหน่อยก็ได้เงินพอประทังชีวิตไปสักสองอาทิตย์หรอก

สิ่งที่เอเลนคิดเพียงแค่อยากใช้ชีวิตที่สงบสุข เดินทางเร่ร่อนไปเรื่อยตามประสาคนไร้ที่ซุกหัวนอนปลายเท้า โดยที่ไม่ต้องมายุ่งกี่ยวกับพวกผู้มีอิทธิพลมืดพวกนี้ แต่ในตอนนี้ขอเพียงแค่ว่าอย่าให้มีอะไรเกิดขึ้นกับชีวิตที่สุดแสนจะรันทดนี้ของเขาอีกเลย แค่ชีวิตที่เป็นอยู่นี้มันก็ย่ำแย่พออยู่แล้ว

เอเลนถูกพามายืนหยุดอยู่หน้าประตูห้องหนึ่งที่มีป้ายแขวนสีน้ำตาลขลิบทองถูกเขียนตัวเด่นหราด้วยตัวหนังสือสีทองว่า ‘V.I.P.’ เด็กหนุ่มพยายามห้ามมือที่สั่นด้วยความกลัวเอื้อมไปผลักประตูบานนั้น

ทันทีที่ย่างเท้าเข้าไปในห้อง สายตาหวานสีมรกตคู่โตก็ต้องชะงัก เมื่อแทนที่จะเห็นกลุ่มคนหน้าเถื่อนนั่งสุมหัวสูบบุหรี่ดื่มสุราเมรัยหน้าตาดิบโฉดตามที่จินตนาการไว้ กลับกลายเป็นเพียงชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาห้าคนที่แต่งตัวด้วยชุดสูทหรูหราตั้งแต่หัวจรดเท้า โดยเครื่องแต่งกายทั้งหมดล้วนเป็นสีดำมันวาวทั้งสิ้น

อย่างกับพนักงานบริษัทแหนะ เด็กหนุ่มคิด

ไม่มีการสูบบุหรี่ แต่ก็มีเหล้าที่มีฤทธิ์แอลกอฮอล์อ่อนๆสามขวดพร้อมแก้วที่บรรจุของเหลวเหล่านั้นวางไว้หกแก้วเพียงเท่านั้น เห็นแล้วมันชวนให้คิดว่าคนพวกนี้ไม่ใช่พวกองค์กรผิดกฏหมาย

ในขณะที่เอเลนยืนเก้ๆกังๆทำตัวไม่ถูกเมื่อมีสายตาคมดุดันหลายคู่จ้องมองมาอย่างนิ่งๆนั้น จู่ๆชายหนุ่มคนหนึ่งที่ดูแล้วน่าจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขาแต่กลับดูเป็นผู้ใหญ่กว่ามากผายมือเอ่ยเชิญให้เอเลนเข้าไปนั่งข้างๆด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบแต่อ่อนโยน

เอเลนเดินไปนั่งลงข้างๆอย่างช้าๆพลางเหลือบตาสังเกตชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีดำผู้มีนัยตาสีดำด้านข้างเล็กน้อมก่อนจะไล่สายตาไปมองคนอื่นๆในนี้แทน

นอกจากชายหนุ่มผมดำที่ดูอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขาแล้วยังมีอีกสองคนที่ดูท่าทางจะอายุไม่ได้เยอะไปกว่าเขาเท่าไหร่ คนหนึ่งคือชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีทองนัยตาสีฟ้าที่ดูเป็นมิตรและน่าเข้าใกล้ที่สุดภายในกลุ่มคนพวกนี้ อีกคนเป็นชายหนุ่มที่สูงกว่าเขาก็มากอยู่ คนๆนั้นเป็นเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนโดยที่กลุ่มผมแถวท้ายทอยมีสีเข้มกว่าส่วนอื่นๆมากนัก

ส่วนอีกสองคนถัดไปดูแล้วน่าจะเป็นผู้ใหญ่กว่าสามคนนี้มากโข คนหนึ่งเป็นชายร่างสูงผู้ที่จัดทรงผมได้เนี๊ยบเรียบแปล้ ตรงกลุ่มผมบริท้ายทอยถูกไถออกจนเกรียน ซึ่งคนๆนี้ก็ดูท่าทางมีเค้าของความใจดีอยู่บ้าง ส่วนคนที่เป็นผู้ใหญ่อีกคนที่นั่งข้างๆกันนั้นถึงทรงผมไม่ได้ถูกจัดเซ็ตให้เรียบแบบคนแรก แต่กลับไว้ผมแสกหน้าแทน ส่วนกลุ่มผมด้านหลังนั้นเจ้าตัวได้โกนออกไปเหมือนกับชายหนุ่มร่างสูงที่นั่งข้างๆกัน ทว่าสิ่งที่แตกต่างกันระหว่างผู้ใหญ่ร่างสูงและร่างเตี้ยนั้นไม่ได้มีแค่ขนาดตัว แต่สายตาที่มองมานั้นกลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ...ดูไม่น่าเข้าใกล้...และอันตราย

“เอ่อ...มีธุระอะไรกับผมหรือเปล่าครับ” เอเลนทำใจกล้าเอ่ยถามออกไป

“ถ้าไม่มีพวกเราจะเรียกตัวนายมางั้นเหรอ” คำพูดยียวนกวนประสาทดังออกมาจากปากชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขา คิ้วของเอเลนกระตุกด้วยความหงุดหงิด ความรู้สึกอยากจะตั๊นหน้าใครสักคนให้หงายแล่นพล่านไปทั่วร่างกาย แต่หากก็ต้องพยายามข่มอารมณ์เอาไว้พลางท่องในใจว่าคนพวกนี้คือหนึ่งในกลุ่มผู้มีอิทธิมืด เป็นพวกนอกรีตไร้ศาสนาที่แม้แต่ตำรวจก็ไม่กล้าเข้ามายุ่มย่ามและใช้กฎหมายเอาผิด

“แจน” ชายหนุ่มผมดำที่เป็นคนเรียกเขาให้มานั่งข้างๆเอ่ยปรามเสียงเรียบ ทำให้ชายหนุ่มผู้มีเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนสลับเข้มที่ชื่อแจนนั้นทำท่าฮึดฮัดเล็กน้อยแต่ก็ยอมสงบลงโดยดี

“สวัสดี ฉัน มิคาสะ แอ็กเกอร์แมน เป็นเกียรติที่ได้รู้จักกับคนน่ารักอย่างเธอ เธอชื่ออะไรล่ะ”

เอเลนหน้าชาวาบไปชั่วขณะที่ถูกชมว่าน่ารัก คำๆนี้ไม่ว่าจะฟังกี่ครั้งก็อดหงุดหงิดไม่ได้อยู่ดี เขาไม่ได้อยากเกิดมาหน้าตาแบบนี้สักหน่อย!

“ฉันชื่อเอเลน...เอเลน เยเกอร์”

“...เอเลน...เป็นชื่อที่เพราะดีนะ ถึงตาผมแนะนำตัวบ้าง ผมชื่ออาร์มิน อัลเรลโต้ ยินดีที่ได้รู้จัก” ชายหนุ่มผมทองทั้งหัวเจ้าของนัยตาสีฟ้าสดใสแนะนำตัวแล้วผายมือไปยังคนที่นั่งข้างๆซึ่งพูดจาหาเรื่องเขาอยู่เมื่อกี๊นี้ “ส่วนคนนี้ชื่อแจน กิลชูไตน์ เอ่อ...เป็นคนค่อนข้างปากไปคนละทางกับใจแบบสุดๆน่ะ ถ้าเขาพูดจาไม่เข้าหูบ้างก็อย่าไปสนใจเลย”

“หานายว่าใครปากไปคนละทางกับใจแบบสุดๆฟระ!” แจนกระชากคอเสื้ออาร์มินขึ้นมาอย่างหาเรื่องแต่อาร์มินก็หาได้สะทกสะท้านยังคงยิ้มร่าอย่างอ่อนโยนแล้วพูดต่อไป “อย่างเช่นตอนนี้แจนเขากำลังเขินอยู่สุดๆเลยล่ะ แต่แกล้งทำกลบเกลื่อนด้วยการใช้กำลัง เป็นไงล่ะ อย่างที่ผมพูดเลยใช่ม้า ปากไปคนละทางกับใจแบบสุดๆ

เมื่อโดนเพื่อนผมทองแฉ หน้าของแจนก็แดงระเรื่อขึ้นมาทันควัน อยากจะตะบันหน้าที่แกล้งใส่หน้ากากแกะน้อยนั่นให้หลุดจริงๆ หากไม่ติดว่ามีหัวหน้าและรองหัวหน้าผู้ขับเคลื่อนกลุ่มนี้อยู่ด้วยล่ะก็นะ

“เด็กๆเขาแนะนำตัวกันไปหมดแล้วตาฉันแนะนำตัวบ้างสินะ ฉันชื่อเอลวิน สมิธ ยินดีที่ได้พบเธอในระยะประชิดแบบนี้ ส่วนคนที่นั่งปั้นหน้าโหดข้างๆฉันชื่อรีไว ถ้าจะให้ดีขอแนะนำว่าอย่าไปทำให้เขาโกรธดีกว่านะ” เอลวินเอ่ยเตือน แต่ยังไม่ทันขาดคำก็เกิดเรื่องขึ้นจนได้เมื่อเด็กหนุ่มผลอโพล่งคำๆหนึ่งออกมาโดยไม่ทันคิดให้ดีๆก่อน

“ตัวเล็กจังนะครับ”

เพียงแค่นั้นแก้วเหล้าที่อยู่ในมือรีไวหลุดลอยไปกระแทกกำแพงจนมันแตกละเอียด ความจริงแก้วใบนั้นมีเป้าหมายพุ่งตรงมาที่ใบหน้าของเด็กหนุ่มอย่างจัง ถ้าหากมิคาสะที่นั่งอยู่ข้างๆไม่ไหวตัวทันโดยการใช้ตัวของเขากดทับเอเลนลงติดกับโซฟาล่ะก็ ป่านนี้ไม่อยากจะนึกเลยว่าจะต้องไปให้หมอรักษากี่เข็ม

มิคาสะจ้องตอบรีไวไปด้วยสายตาที่ดุดันหากแต่รีไวกลับทำเฉยต่อสายนั้นราวกับกำลังยั่วโมโหเด็กรุ่นน้องในแก๊งอยู่ แรงทุบเล็กๆแถวหน้าอกทำให้มิคาสะยันกายขึ้นมาปล่อยให้คนที่ตนเผลอกอดไปโดยอัตโนมัติลุกขึ้นมาขวนขวายหาออกซิเจนเพื่อใช้ในการหายใจ

มิคาสะเหล่มองภาพเอเลนที่หอบปนตื่นกลัวเล็กน้อยจากเหตุการณ์เมื่อกี้สลับกับก้มมองมือของตัวเองที่ใช้กอดร่างนั้น สัมผัสจากร่างนั้นมันเหมาะมือจนน่าใจหาย กลิ่นกายแบบเด็กผู้ชายแต่หอมหวานล้ำชวนให้เผลอควบคุมสติไม่อยู่ ถ้าหากได้ลองจับร่างนั้นกกกอดสักทีคงจะได้รู้ว่าร่างกายของเขากับร่างกายของเอเลนจะเข้ากันได้ดีถึงเพียงไหน

“แย่ล่ะสิ” มิคาสะพึมพำออกมาเบาๆแต่กลับได้ยินกันทั้งห้อง ร่างโปร่งรีบผุดลุกขึ้นหนีไปยืนพิงกำแพงอีกด้านฝ่ามือข้างหนึ่งกำแน่นพร้อมกับทุบลงไปบนกำแพงแข็งๆหนึ่งที ลมหายใจติดขัดขาดห้วงไม่เป็นจังหวะ คิ้วเรียวขมวดกันเป็นปมอย่างกับพยายามจะสะกดกลั้นอะไรบางอย่าง

“มิคาสะ ไม่ได้ทำมากี่วันแล้วล่ะ” อาร์มินถามด้วยสีหน้าติดจะเป็นห่วงเพื่อนสนิทนิดๆ

“สอง...”

“สองวัน? แค่นี้ก็ทนไม่ไหวซะแล้ว เด็กจริงๆ” รีไวเอ่ยคำพูดเย้ยหยัน ทำให้อีกฝ่ายกัดฟันแน่นกรอดจนขึ้นเป็นนูนสันเห็นเด่นชัดอยู่ข้างแก้ม

“สองอาทิตย์” มิคาสะเลือกที่จะกลั้นใจตอบให้เคลียร์ เขาหมันไส้ไอ้รองหัวหน้าเตี้ยนั่นชะมัด เขาไม่ได้เป็นคนที่มีความต้องการจัดขนาดแค่สองวันก็ทนไม่ได้สักหน่อย!

“ทำไมถึงปล่อยทิ้งห่างไว้ตั้งสองอาทิตย์ล่ะ” อาร์มินลุกขึ้นเดินไปหาพลางมองลึกลงไปในดวงตาที่เหมือนต้องการอะไรบางอย่างกำลังปะทุอยู่ภายในดวงตาคู่นั้น

“เบื่อเลี่ยนกลิ่นน้ำหอมแรงๆของยัยพวกนั้นเต็มทน”

“งั้นก็กอดผู้ชายแทนก็ได้นี่”

“หึ เดี๋ยวนี้มีแต่พวกจริตจก้านน่ารำคาญ”

“อา นั่นสินะ ผมเองก็เหมือนกัน เอางี้นะ นายหายใจเข้าลึกๆแล้วค่อยๆผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ”

มิคาสะพยักหน้าเล็กน้อย หลับตาลงแล้วทำตามในสิ่งที่เพื่อนร่างเล็กแนะนำ และก็ได้ผลเมื่ออาการรุ่มร้อนดิบเถื่อนของมิคาสะกำลังมอดดับลงอย่างช้าๆ จนในที่สุดมันก็อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ เจ้าตัวจึงเดินกลับมานั่งอยู่ข้างๆเอเลน และทำเหมือนเหตุการณ์เมื่อกี๊ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

มีเพียงเอเลนที่นั่งมองทุกอย่างที่เกิดขึ้นอย่างไม่เข้าใจ มิคาสะเป็นอะไร หายใจหอบแรงแบบนั้นไม่ได้เป็นโรคหอบหืดหรือโรคหัวใจหรอกหรือไง

“ไปโรงพยาบาลดีกว่าไหม” เอเลนเอ่ยด้วยความเป็นห่วงแต่กลับเรียกเสียงหัวเราะพรืดได้จากเอลวิน แจน และอาร์มินได้ไม่น้อย มิคาสะและรีไวต่างนั่งกระตุกยิ้มมุมปากน้อยๆด้วยความเอ็นดูในความไร้เดียงสาที่ดูท่าจะเกินคาดกว่าที่คิดไว้

“ฮะๆๆ นายเนี่ย...ไร้เดียงสาชะมัดเลยว่ะเอเลน ฮ่าๆๆ ทั้งๆที่เต้นได้ถึงขนาดนั้นบนเวทีแท้ๆ นิสัยจริงๆโคตรจะตรงข้ามกับตอนอยู่บนเวทีชะมัด”

“ตัวฉันตอนทำงานต่างกับตอนนี้ตรงไหนฮะ!” เอเลนเผลอแหวใส่อย่างลืมตัวด้วยความเลือดร้อน แจนหันขวับมามองทันที ผู้ชายตรงหน้ามันน่าจับเข้าโรงแรมสั่งสอนให้ร้องครางหงิงอยู่ภายใต้ร่างของตนเสียจริงๆ

“เอาล่ะ” เอลวินตบมือแปะเรียกความสนใจของทุกคนให้หันไปมอง เอลวินหันมาจ้องมองใบหน้างามของเด็กหนุ่มเอเลนพลางส่งยิ้มน้อยๆไปให้ก่อนจะพูดต่อ “ที่พวกเราเรียกเธอมาที่ห้องนี้ก็ไม่ได้มีอะไรมากหรอก แค่สนใจเด็กหนุ่มที่วาดลีลาได้สวยเกินกว่าที่คาดจนน่าทึ่งเท่านั้นเอง แค่อยากเห็นตัวเธอใกล้ๆน่ะเอเลน” เอลวินหยุดสูดลมหายใจไปพักหนึ่งแล้วเอ่ยต่อ “ฉันชอบท่าเต้นของเธอ มันดูมีชีวิตชีวาดี และลูกค้าหลายคนก็ท่าทางจะชอบกันมาก ฉันผู้เป็นเจ้าของผับนี้ขอเสนอให้เธอมาทำงานอยู่ที่นี่ได้รึเปล่า”

เอเลนอึ้งค้างมองตาปริบๆ ลืมตัวไปว่าตัวเองกำลังอยู่กับพวกมาเฟีย แต่เพราะคนพวกนี้ทั้งแปลกแลดูติดจะผู้ดีมากกว่าโหดเถื่อนทำให้เขาเผลอลืมตัวทำกริยาไร้มารยาทที่ถ้าหากเป็นแก๊งอื่นๆล่ะก็เงาหัวของเขาคงจะหายไปเลยก็ได้

...คนพวกนี้ช่างเป็นแก๊งองค์กรใต้ดินที่แปลกประหลาดซะจริงๆ...

เมื่อเอเลนได้ฟังข้อตกลงเสนอเรื่องที่พักใกล้ๆที่นี่และราคาค่าตัวของเขาที่จะได้รับในแต่ละวันมันน่าสนใจดีก็เลยยอมเอ่ยปากตกลงรับข้อเสนอออกไปโดยหารู้ไม่ว่านั่นเป็นแผนที่เอลวินวางไว้เพื่อรั้งตัวเด็กหนุ่มผู้ไม่ทันต่อโลกให้อยู่ที่นี่ให้นานที่สุด


เอเลนจากไปแล้ว ในห้องV.I.P.สุดหรูมีเพียงห้าหนุ่มหล่อนั่งกันอยู่ที่เดิม เมื่อลูกกระต่ายน้อยจากไปเหลือเพียงแต่หนุ่มโสดสายกินเนื้อเหมือนกัน แต่ภายในห้องนี้ยังจะมีอะไรน่าเจริญหูเจริญหาอีกเล่าหากไม่มีต่ายน้อยน่าเคี้ยวให้ดูเล่นก็หมายความว่าต้องมานั่งมองพวกมีแต่มัดกล้ามด้วยกันเอง ถึงกระนั้นเมื่อกระต่ายน้อยไม่อยู่นั่นก็หมายความว่าพวกเขาสามารถแสดงธาตุแท้ออกมาได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกลัวกระต่ายตื่นตูมจนหนีไปซะก่อน

“ทำไมนายถึงขว้างแก้วใส่เอเลน” มิคาสะเป็นคนเปิดหัวข้อสนทนาขึ้นมา

“อยู่ด้วยกันมาก็น่าจะรู้อยู่แล้วนะ”

“เรื่องที่เอเลนเผลอพูดจี้จุดอ่อนว่านาย เตี้ย งั้นเหรอ” มิคาสะจงใจเน้นคำยียวน แก้วเหล้าที่อยู่บนโต๊ะถูกหยิบขึ้นมาขว้างอย่างรวดเร็ว แต่คราวนี้มิคาสะไม่หลบกลับรับมันไว้ได้อย่างง่ายดาย แล้วเทของเหลวที่เหลืออยู่ก้นแก้วลงคอจนหมดแล้วเขวี้ยงทิ้งไปด้านหลังจนมันไปกระทบกับผนังจนแตกกระจายเสียเอง

“มิคาสะ...ปกติเธอเป็นคนที่ควบคุมอารมณ์ได้ดีอยู่แล้ว ห่างจากเรื่องเซ็กส์แค่สองอาทิตย์ก็ไม่เกินกำลังที่นายจะควบคุมตัวเองให้ได้ไม่ใช่รึไง” เอลวินเอ่ยเสียงเรียบ เลื่อนแก้วอีกใบที่อยู่บนโต๊ะเข้ามาใกล้แล้วหยิบเหล้าแรงๆที่เขาแอบเก็บซ่อนไว้ข้างๆเบาะขึ้นมารินแบบเพียวๆโดยไม่ผสมโซดายกมันขึ้นซดราวกับเป็นน้ำเปล่า

“อา...ครับ ผมเกือบควบคุมตัวเองไม่ให้ใช้กำลังขืนใจเอเลนในห้องนี้ไม่ได้ เป็นความผิดพลาดจริงๆ แค่เผลอไปจับเอวนั่นแล้วกลิ่นตัวของเด็กคนนั้นอีก...มันเย้ายวนเกินไปครับ”

“ขนาดนั้น?” แจนเลิกคิ้วถามพลางหยิบยกบุหรี่ที่เก็บซ่อนไว้ในกระเป๋าเสื้อตัวในสุดขึ้นมาจุดสูบ

“ขนาดนั้นเลยล่ะ คนๆนั้น...เอเลนน่ะยังมีกลิ่นไอแบบเด็กน้อยแรกแย้มหลงเหลืออยู่เต็มไปหมดเลย ไร้เดียงสาเกินไปแล้ว ทั้งๆที่เราก็อายุเท่ากันแท้ๆแต่ทำไมถึงได้ต่างกันขนาดนี้นะ” มิคาสะนั่งเอามือกุมหน้าด้วยความไม่เข้าใจ

“พวกเรามันโตเร็วเกินไปไงล่ะ” อาร์มินพูดไขข้อข้องใจ “พวกเรารู้จักวิธีจับปืนก็ตอนหกขวบ ในขณะที่เอเลนยังเป็นเด็กที่ไปโรงเรียนตามปกติ พวกเราเริ่มฆ่าคนก็ตอนเจ็ดขวบในขณะที่เอเลนยังวิ่งเล่นกับเพื่อนๆ พวกเราเริ่มมีอะไรกับผู้หญิงครั้งแรกก็ตอนที่เข้าวัยพอที่จะทำอะไรต่อมิอไรกับผู้หญิงได้แล้ว พวกเราน่ะมันโตเร็วเกินไป ถูกเสี้ยมสอนให้รู้จักในด้านสกปรกของโลกมากเกินไปจนไม่เหลือเค้าความเป็นเด็กแล้วยังไงล่ะมิคาสะ แต่ก็น่าแปลกนะ จากการสำรวจและศึกษาเด็กวัยอายุสิบห้าจะเริ่มไม่ไร้เดียงสากันแล้ว แต่เอเลนกลับไม่ใช่...นี่เขาแอบหลับในคาบวิชาสุขศึกษารึยังไงกันนะ ฮะๆๆ” อาร์มินหัวเราะขำน้อยๆเมื่อคิดถึงเวลาที่เอเลนแอบหลับในคาบวิชาสุขศึกษา

“ไม่ใช่ว่าเด็กนั่นแกล้งทำตัวไร้เดียงสาหรอกเหรอ” คำพูดของรีไวเรียกความสนใจของทุกคนให้หันไปมอง “ถ้าไร้เดียงสาจริงจะเต้นยั่วผู้ชายได้ถึงใจขนาดนั้นเลยรึไง”

“ไม่หรอก เอเลนยังไร้เดียงสาจริงๆ ถึงฉันจะไม่ใช่มิเกะแต่จมูกของฉันก็ไม่เคยพลาดหรอกนะ เอเลนไม่ได้ฉีดน้ำหอมมีแต่กลิ่นสบู่อ่อนๆแทน ถ้าเป็นปกติของผู้หญิงหรือผู้ชายที่ขายบริการจะฉีดน้ำหอมฟุ้งซะจนเลี่ยน และอีกอย่างเซนต์ของฉันมันฟ้องว่าเอเลนไร้เดียงสาและซื่อบริสุทธิ์อยู่จริงๆ”

“บางที...อาจมีเหตุผลอะไรที่ทำให้เด็กคนนั้นต้องมาทำแบบนี้ก็ได้นะ อย่างเช่น...เหลืออยู่เพียงตัวคนเดียว”

“นายรู้ได้ยังไงเอลวิน” รีไวถาม

“ตอนทีฉันลองหยั่งเชิงเสนอห้องพักให้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเด็กคนนั้นดูดีใจมาก ดีใจเหมือนกับคนที่ในที่สุดก็ได้มีที่พักอาศัยเป็นหลักเป็นแหล่งเสียทีประมาณนั้น”

“งั้นเหรอ”

และแล้วบทสนทนาถึงตัวของเด็กหนุ่มเอเลนก็ยังดำเนินต่อไปเรื่อยๆจนพวกเขาแยกย้ายกันกลับไปยังที่พักของตัวเอง ไม่มีใครสักคนในนั้นเข้าใจว่าทำไมต้องคอยแคร์เด็กหนุ่มคนนั้นทั้งๆที่เพิ่งเคยเจอหน้ากันด้วย ทั้งเหล้าแรงๆและบุหรี่ก็เลือกที่จะไม่สูบไม่กินต่อหน้า ไหนยังจะสันดารธาตุแท้ที่ต้องคอยเก็บซ่อนให้มิดชิดไว้นั่นอีก การที่จะต้องมาคอยแคร์ใครให้ยุ่งยากวุ่นวายแบบนี้สู้จับกดใช้กำลังขู่บังคับเผด็จศึกเลยจะง่ายกว่ากันตั้งเยอะก็เลือกที่จะไม่ทำ

...ชายทั้งห้าได้แต่เพียงเก็บความสงสัยนี้ไว้อยู่ในใจเพียงเท่านั้น...



______________________________________________

เนื้อคู่ ประตูไหนดี ที่ลงในบล็อกนี้เป็นแบบแก้ไขสำนวนบางจุดแล้ว และก็แก้ไขผิดแล้วด้วยค่ะ ถ้ามีตรงไหนตกหล่นไปก็ท้วงกันได้น้า ^^

ปล.ตอนที่ 1 นี้รวมตอนที่ 1 กับ 1.5 จากบล็อกเก่ามาไว้เป็นตอนเดียวกันนะคะ
ส่วนฉบับยังไม่ได้แก้ไขสำนวนอยู้ในบล็อกเก่าค่า ^^
ตอนที่ 1 บล็อกเก่า
ตอนที่ 1.5 บล็อกเก่า









2 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ5 ตุลาคม 2556 เวลา 10:04

    เจอสักที คนที่แต่ง alleren
    เป็นไปได้อยากให้มีไรเนอร์ เบลทรูทและแอนนี่ด้วยอะเจ้าคะ(ที่จริงกะทั้งเรื่อง)
    แต่ก็ขอบคุณที่แต่งแบบallเอเลนนะเจ้าคะ~ >w<

    ตอบลบ
  2. แต่งต่อไปเรื่อยๆนะ ชอบมากเลยยยยย >0<

    ตอบลบ